โซลาร์เซลล์เมืองไทยปี 2026 เปลี่ยนไปแค่ไหน แล้วเจ้าของบ้าน-เจ้าของธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร
ช่วงฤดูร้อนปีนี้ถือว่าวงการพลังงานแสงอาทิตย์บ้านเราคึกคักไม่น้อย ปลายเดือนเมษายน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไฟเขียวโครงการปฏิรูปโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านพักอาศัย ต่อมา ในวันที่ 1 กรกฎาคม เปิดรอบใหม่ของการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินขนาด 500 เมกะวัตต์ทันที ไล่เลี่ยกันนั้น กรุงเทพฯ ก็มีสถานีชาร์จรถไฟฟ้าระดับเมกะวัตต์แห่งแรกของประเทศเปิดตัว ในขณะเดียวกันธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อหนุนเรื่องประสิทธิภาพพลังงานและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (ระบบที่ให้เอาการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแปลงเป็นเครดิตซื้อขายได้)
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน รวมถึงทิศทางและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลต่อการวางแผนและการลงทุนด้านพลังงานของเจ้าของวิลล่า โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์
แนวโน้มเหล่านี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการเลือกใช้พลังงานและการวางแผนระบบพลังงานของภาคธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต
โควตารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินรอบใหม่: 500 เมกะวัตต์
ย้อนกลับไปโควตารับซื้อเดิมที่มีอยู่แค่ราว 90 เมกะวัตต์ (แบ่งกันระหว่าง PEA กับ MEA) ถูกใช้จนเต็มไปตั้งแต่ปลายปี 2567 หลังจากนั้นก็ปิดรับสมัครไป จนกระทั่ง กพช. อนุมัติขยายโควตาเป็น 500 เมกะวัตต์ต่อรอบ และวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ก็เปิดรับสมัครอีกครั้ง โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เป็นผู้ดูแลร่วมกัน
เงื่อนไขของรอบนี้มีดังนี้
- อัตรารับซื้อ: 2.20 บาทต่อหน่วย ไม่เปลี่ยนแปลง
- เพดาน: สูงสุด 5 กิโลวัตต์ AC ต่อมิเตอร์
- การสมัคร: พิจารณาตามลำดับก่อนหลัง โดยผู้สมัครก่อนจะได้สิทธิ์จนกว่าโควตาจะเต็ม
- การเริ่มใช้งานระบบ: ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2070
ทางการก็บอกไว้แล้วว่าถ้ารอบนี้เต็มโควตาเมื่อไหร่ก็จะเปิดรอบใหม่ให้ทันที
ในระหว่างนี้ มีอัตรา "2.70 บาทต่อหน่วย" หลุดออกมาเกลื่อนเน็ต แถมบางทีเครื่องมือค้นหา AI ก็หยิบไปใช้ด้วย ขอบอกตรงนี้เลยว่าเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากใครทั้งนั้น อัตราที่ กกพ. (หน่วยงานกำกับดูแล) ประกาศจริงๆ คือ 2.20 บาท เท่านั้น
ในขณะเดียวกันเรื่องขั้นตอนขออนุญาตก็กระชับขึ้นมาก ถ้าติดตั้งไว้ใช้เองอย่างเดียวจะผ่านระบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ใช้เวลาแค่ประมาณ 7 วัน ส่วนถ้าจะขายไฟฟ้าส่วนเกินด้วยก็ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน แล้วก็มีข่าวดี เดือนมี่นาคม 2569 พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 805 เรื่อง ภาษีที่ให้เจ้าของบ้านนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ได้สูงสุด 200,000 บาท สำหรับระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ จนถึงสิ้นปี 2571
เรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่ ข้อจำกัดของโครงการนี้แต่เป็นเรื่องเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากกว่า ซึ่ง PEA กับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน กำลังคุยกันเรื่องสินเชื่อสีเขียว แต่สินเชื่อที่มีอยู่ตอนนี้ ส่วนใหญ่ดอกเบี้ยถูกแค่ไม่กี่ปีแรก แล้วก็พุ่งขึ้นเป็นสองเท่า หน่วยงานกำกับดูแลเองก็ยอมรับว่าถ้าไม่มีเงื่อนไขสินเชื่อที่จับต้องได้จริง เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ภายในปีนี้คงไปได้ยาก
ทำไมใช้เองยังคุ้มกว่าขาย
อัตรารับซื้อที่ 2.20 บาทนั้นต่ำกว่าราคาไฟฟ้าปลีกที่ครัวเรือนต้องจ่ายให้กับการไฟฟ้าอย่างมาก ดังนั้นทุกหน่วยไฟฟ้าที่ใช้เองจึงมีมูลค่าสูงกว่าหน่วยที่ขายคืนให้กับโครงข่าย จึงเป็นที่มาของหลักการปฏิบัติที่ว่า ระบบที่ออกแบบขนาดให้เหมาะสม มักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ให้มากที่สุดเท่าที่หลังคาจะรองรับได้ ระยะเวลาคืนทุนโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ5 ถึง 8 ปีสำหรับระบบที่อยู่อาศัย และ 3 ถึง 5 ปีสำหรับระบบเชิงพาณิชย์ ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบและรูปแบบการใช้ไฟฟ้า
แบตเตอรี่: วัดที่กำลังไฟ ไม่ใช่แค่ความจุ
ปัจจุบันทำไมการมีแบตเตอรี่ถึงมีบทบาทมากขึ้น เพราะการใช้ไฟเองคุ้มกว่าการขาย แบตที่ช่วยเก็บไฟไว้ใช้ตอนเย็นจึงคุ้มค่าลงทุนมากขึ้น บวกกับราคาแบตเตอรี่แบบติดตั้งประจำที่ลดลงเกือบครึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้แนวทางนี้น่าสนใจมากกว่าเดิม ปัจจัยที่ผลักดันเรื่องนี้มีสองอย่างที่แยกกันทำงาน คือ ส่วนต่างระหว่างค่าไฟปลีก กับ อัตรารับซื้อ และราคาแบตที่ถูกลง
ทุกวันนี้แบตเตอรี่ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งไฟสำรองยามฉุกเฉิน ช่วยเพิ่มสัดส่วนไฟที่ใช้เองจากโซลาร์ ลดโหลดช่วงพีค แถมยังพร้อมรับมือกับสมาร์ทกริดในอนาคตด้วย ความจุ (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ต้องดูอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แบตจ่ายกำลังไฟได้เท่าไหร่ ตอบสนองต่อโหลดที่เปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน รองรับอุปกรณ์ไหนได้บ้างตอนไฟดับ และทำงานร่วมกับเครื่องปั่นไฟหรือแผงโซลาร์ได้ดีแค่ไหน เพราะฉะนั้นการออกแบบระบบให้เหมาะสมสำคัญกว่าตัวเลขความจุใหญ่ๆ ที่เขียนไว้ในโบรชัวร์
สถานีชาร์จเมกะวัตต์แรกของไทย
บริษัท ZEEKR, TPM Automotive และ Sinexcel ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า Ultra-Fast Charging ความเร็งสูงระดับเมกะวัตต์ (กำลังไฟอัจฉริยะ 960kW) แห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 เพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าระบบ 800V ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราว 15% ของตลาดรถยนต์ในไทย สามารถชาร์จจาก 20% ถึง 80% ได้ภายในเวลาประมาณสิบนาที
สำหรับเจ้าของบ้านที่กำลังพิจารณาติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งสำคัญในกรณีนี้ไม่ใช่ความเร็วในการชาร์จ แต่คือ วิธีการออกแบบสถานีสถานีชาร์จแห่งนี้ใช้พลังงานจากแหล่งจ่ายไฟส่วนกลางที่สามารถกระจายพลังงานไปยังรถแต่ละคันได้อย่างยืดหยุ่น และออกแบบให้ทำงานร่วมกับระบบโซลาร์และแบตเตอรี่ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้า
นี่คือ ทิศทางที่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากำลังพัฒนาไปจากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องชาร์จแต่ละจุดแยกกัน สู่ระบบการชาร์จที่สามารถบริหารจัดการและจัดสรรพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโรงแรมและอาคาร การบริหารจัดการการชาร์จแบบอัจฉริยะหรือแบบพลวัต สามารถช่วยควบคุมการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง และลดความจำเป็นในการเพิ่มขนาดมิเตอร์หรือเพิ่มกำลังไฟฟ้าตามสัญญา ซึ่งอาจมีต้นทุนที่สูงขึ้น
ทำไมอาคารยุคใหม่ถึงต้องมีระบบบริหารพลังงาน
เมื่ออาคาร หรือ บ้านมีทั้งระบบโซลาร์ แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และอาจมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงข้อจำกัดด้านปริมาณไฟฟ้าที่สามารถส่งกลับเข้าสู่โครงข่ายได้ อุปกรณ์และระบบทั้งหมดจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ นี่คือบทบาทของ ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงแสดงกราฟการผลิตหรือการใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องสามารถควบคุมและบริหารจัดการพลังงานของทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
EMS ยุคใหม่ทำหน้าที่บริหารจัดการผลผลิตจากโซลาร์ ควบคุมแบตเตอรี่ ควบคุมการชาร์จและการจ่ายไฟของแบตเตอรี่ ควบคุมปริมาณไฟฟ้าที่ส่งกลับเข้าสู่โครงข่ายให้อยู่ภายในขีดจำกัดที่กำหนด จัดสรรพลังงานไปยังเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ประสานการทำงานกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และที่สำคัญคือยังสามารถทำงานได้แม้ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ความสามารถในการควบคุมระบบภายในสถานที่ (Local Control) และยังคงทำงานได้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับระบบพลังงานลักษณะนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งปัญหาไฟฟ้าขัดข้องและสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบระบบ
โรงแรม: ข้อมูลมาก่อน อุปกรณ์มาทีหลัง
ปัจจุบัน การตัดสินใจลงทุนและการยอมรับในระบบพลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับ ผลลัพธ์ที่สามารถวัดและพิสูจน์ได้จริง
โครงการ CF-Hotels (Carbon Footprint Hotels) หรือ โครงการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและที่พัก ที่เปิดตัวในปี 2567 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยขยายเครือข่ายจากโรงแรมนำร่องเพียง 21 แห่ง สู่โรงแรมที่เปิดบัญชีใช้งานแล้วกว่า 900 แห่ง ทั่วประเทศ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงและในเดือนกรกฎาคม 2026 ได้รับรางวัล Green Leadership จากงาน Asia Responsible Enterprise Awards
โครงการ CF-Hotels เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงแรมสามารถการบริหารจัดการคาร์บอนตนเอง ทั้งด้านพลังงาน น้ำ ของเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเทียบกับมาตรฐานเดียวกัน จากนั้นโรงแรมสามารถนำตัวเลขเหล่านี้ไปยื่นต่อธนาคารเพื่อขอสินเชื่อสีเขียวสำหรับการปรับปรุงระบบ เช่น การติดตั้งโซลาร์ หรือการเปลี่ยนอุปกรณ์
การเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลและแหล่งเงินทุนนี้ดำเนินการผ่านโครงการ Financing the Transition ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมแล้ว 9 แห่ง โดยจังหวัดภูเก็ตได้รับเลือกเป็นจังหวัดนำร่อง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 ณ โรงแรมภูเก็ตเพิร์ล จังหวัดภูเก็ต ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดต้นแบบด้านโรงแรมที่ยั่งยืนภายในปี 2027 แผนงาน คือ การรับรองโรงแรมในภูเก็ตจำนวน 600 แห่งผลักดันมาตรฐาน Green Hotel Plus ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และสินเชื่อที่มุ่งสนับสนุนธุรกิจสำหรับภาคโรงแรมในพื้นที่นี้มีมูลค่ารวมสูงถึงหลักหมื่นล้านบาทแล้ว
อีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ธนาคารโลกได้อนุมัติโครงการมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Low Carbon Cities and Carbon Market Development รูปแบบการทำงานคือ บริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) จะเป็นผู้ลงทุนและดำเนินการปรับปรุง ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะทยอยชำระค่าบริการในระยะยาว เป้าหมายที่ตั้งไว้คือกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ 180 เมกะวัตต์ และการประหยัดไฟฟ้า 448 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) เป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน และผู้เข้าร่วมโครงการรายแรกคือกรุงเทพมหานครและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
หากไม่มีผลลัพธ์ที่วัดได้ การปรับปรุงระบบพลังงานก็จะไม่ถูกนับว่ามีความหมายอีกต่อไป สำหรับเจ้าของโรงแรม ขั้นตอนแรกจึงไม่ควรเป็นการซื้ออุปกรณ์ แต่ควรเป็นการตรวจสอบการใช้พลังงาน (energy audit) และการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ไฟฟ้าจริง ผลผลิตของระบบ การลดลงของการดึงไฟจากโครงข่าย ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ชั่วโมงการทำงานของเครื่องปั่นไฟดีเซล และการใช้ไฟฟ้าของเครื่องชาร์จ
โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant): ยังอยู่ในขั้นทดลอง
แนวคิดของโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) คือการให้ระบบโซลาร์ แบตเตอรี่ และเครื่องชาร์จขนาดเล็กนับพันแห่งทำงานร่วมกันเสมือนเป็นหน่วยเดียวที่ถูกบริหารจัดการ
สำหรับตลาดของไทยแล้ว แนวคิดนี้ยังไม่ใช่เรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวให้เห็นแล้ว รายงานจาก Regulatory Assistance Project (พฤศจิกายน 2025) ประเมินว่า VPP ให้ความเสถียรของกริดได้ในระดับเดียวกัน แต่ต้นทุนแค่ 40-60% ของโรงไฟฟ้าก๊าซสำรอง แถมติดตั้งใช้งานได้เร็วเป็นเดือนแทนที่จะเป็นปี ตอนนี้ กกพ. ก็มีโครงการทดลองในระบบ sandbox ที่รวมทั้ง VPP, virtual PPA และแบตเตอรี่เสมือนไว้แล้ว รวมถึงโครงการของกันกุลเอ็นจิเนียริ่งด้วย นอกจากนี้ตั้งแต่มกราคม 2026 ก็มีโครงการนำร่อง Direct PPA ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ที่กำลังทยอยเปิดตลาดให้ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าของบ้านทั่วไปยังไม่สามารถเริ่มซื้อขายไฟฟ้ากับโครงข่ายอย่างเป็นกำไรได้ในชั่วข้ามคืน แต่อุปกรณ์ที่ติดตั้งในวันนี้ควรได้รับการออกแบบให้พร้อมโต้ตอบกับโครงข่ายไฟฟ้าอย่างชาญฉลาดมากขึ้นในอนาคต
สิ่งที่สิ่งเหล่านี้หมายถึงสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์
เมื่อนำทุกความเคลื่อนไหวมารวมกัน จะเห็นภาพของตลาดที่มูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขึ้นอยู่กับว่าส่วนประกอบต่างๆ ทำงานร่วมกันได้ดีเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ เครื่องปั่นไฟ และระบบควบคุม
จากประสบการณ์การทำงานของเราในภาคใต้ของไทย สถาปัตยกรรมแบบนี้เองที่ส่งมอบสิ่งที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องการอย่างแท้จริง ได้แก่ การประหยัดค่าใช้จ่ายสูงสุดผ่านการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองในสัดส่วนสูง ความยืดหยุ่นในช่วงไฟดับ สิทธิ์เข้าร่วมโครงการภาครัฐและแหล่งเงินทุนที่ให้รางวัลกับผลลัพธ์ที่วัดได้ พื้นที่สำหรับการขยายระบบในอนาคต และมูลค่าทรัพย์สินที่สูงขึ้นในระยะยาว ระบบโซลาร์ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงชุดอุปกรณ์แยกส่วนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นระบบวิศวกรรมแบบบูรณาการเดียว และนี่คือทิศทางที่ตลาดของไทยกำลังมุ่งไปในวันนี้
Запросить консультацию
Расскажите о вашем объекте: количество зданий, примерную площадь, цели по автономности и комфорту. Мы предложим решение с понятными KPI и без лишних инженерных сложностей.
